วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พหุปัญญา ความฉลาด 8 อย่าง

http://www.cha-lad.com/index.asp?contentID=10000004&title=%BE%CB%D8%BB%D1%AD%AD%D2+%A4%C7%D2%C1%A9%C5%D2%B4+8+%CD%C2%E8%D2%A7+(Multiple+Intelligence)&getarticle=83&keyword=&catid=19


พหุปัญญา ความฉลาด 8 อย่าง (Multiple Intelligence)
พหุปัญญา
ศาสตราจารย์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ เขียนไว้ในหนังสือ Frames of Mind ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2526 ว่าปัญญาของ มนุษย์หรือความเก่งของมนุษย์มีอยู่ 7 ด้าน และในปี พ.ศ. 2538 ได้เพิ่มเป็น 8 ด้าน เรียกว่าพหุปัญญา 8 ประการ ได้แก่
1. ปัญญาด้านภาษา หมายถึง ความสามารถในการคิดเป็นภาษาพูดและการใช้ภาษาเพื่อแสดงออก และมีความชื่นชอบใน ความหมายที่สลับซับซ้อนของภาษา
  กิจกรรมเพื่อพัฒนาปัญญาด้านภาษา เช่น การใช้สัญลักษณ์ การอ่านแผ่นพิมพ์คอทพิวเตอร์ การโต้วาที การประพันธ์ การเล่า เรื่องขำขัน การกล่าวสุนทรพจน์ การอ่าน การเล่าเรื่อง การฟัง การฟังเทป การเขียนเรียงความ การเขียนรายงาน การเล่มเกมอักษรไขว้ การอ่านนิทาน/นิยาย การอ่านหนังสือสารคดี การอ่านหนังสือพิมพ์ การอ่านวารสาร การใช้อินเตอร์เนต การวิจัย การอ่านหนังสือทั่วไป การอ่านอัตชีวประวัติ และการทำบรรณานุกรม เป็นต้น
2. ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์   ปัญญาด้านนี้ช่วยให้สามารถคิดตัวเลข คิดปริมาณ พิจารณาข้อสันนิษฐานและสมมติฐานต่าง ๆ และสามารถทำโจทย์คณิตศาสตร์ที่สลับซับซ้อนได้
        กิจกรรมเพื่อพัฒนาปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ เช่น การทายปัญหา การทำเค้าโครงเรื่องย่อ การจัดลำดับเหตุการณ์ การสร้างภาพ/ลวดลายต่าง ๆ การหาเหตุและผล การหาข้อแตกต่าง การแก้สมการ การคิดคำนวณ การเล่นเกม และการคิดเลขเศษส่วน เป็นต้น
3. ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์   ช่วยปลูกฝังความสามารถในการคิดเป็นสามมิติ(กว้าง ไกล และลึก) สามารถสร้างภาพ เปลี่ยนภาพหรือ ปรับภาพได้ ทำให้สามารถพาตนเองและวัตถุต่าง ๆ ผ่านไปในระยะทางหรือที่ว่างได้ และสามารถสร้างหรือถอดรหัสหรือแปลความ ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในรูปของงานขีดเขียน(งานกราฟฟิก)ได้
        กิจกรรมเพื่อพัฒนาปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ เช่น การเขียนภาพ การวาดภาพ การเขียนการ์ตูน การแกะสลัก การต่อภาพ การเขียน แผนที่ การทำป้ายนิเทศเรื่องราว การดูวีดิทัศน์ การใช้สัญลักษณ์ การใช้ภาพโปสเตอร์ การดูและศึกษาภาพจิตรกรรมฝาผนัง การทำตุ๊กตาล้มลุก การสร้างรูปจำลอง การปะภาพกระดาษ การสเกตซ์ภาพ การทำโมบายล์ เป็นต้น
4. ปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย   ช่วยให้การจับต้อง หรือจัดการกับวัตถ ุและทักษะต่าง ๆ ทางกายภาพที่ละเอียดอ่อนได้
        กิจกรรมเพื่อพัฒนาปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การแสดงบทบาทสมมติ การแสดงละคร การใช้ภาษาท่าทาง การเต้นรำ/การฟ้อนรำ การแสดงละครใบ้ การทัศนศึกษา การทำงานในห้องทดลอง การสัมภาษณ์ การเล่นกีฬา การเล่นเกม การแสดงออกบนใบหน้า เป็นต้น
5. ปัญญาด้านดนตรี   ช่วยให้มีความรู้สึกไวเกี่ยวกับเสียงสูงต่ำ ทำนองเพลง จังหวะดนตรี และน้ำเสียง
        กิจกรรมเพื่อพัฒนาปัญญาด้านดนตรี เช่น การแสดงบนเวที การร้องเพลง การเล่นดนตรี การใช้เครื่องดนตรี การรู้จังหวะดนตรี การแต่งเพลง การร้องเพลงประสานเสียง การเล่นดนตรีเครื่องสาย การเล่นดนตรีสากลสอง/สาม/สี่ชิ้น การทำจังหวะ การเต้นแร็พ การเต้นตามจังหวะเพลง การอ่านเพลงสวด การสวดมนต์ การอ่านทำนองเสนาะ เป็นต้น
6. ปัญญาด้านรู้ผู้อื่น   หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดี
        กิจกรรมเพื่อพัฒนาปัญญาด้านรู้ผู้อื่น เช่น การทำโครงงานเป็นกลุ่ม การทำงานกลุ่ม การทำแผนภูมิ การสังเกต การปฏิสังสรรค์ การสนทนาสองคน การสนทนาหลายคน การโต้วาที การสื่อสาร การปะภาพกระดาษ การวาดจิตรกรรมฝาผนัง การเล่นกีฬา การเล่นเกม เป็นต้น
7. ปัญญาด้านรู้ตนเอง   หมายถึง ความสามารถในการรู้จักตนเอง หรือความสามารถในการสร้างและรับรู้ตนเองอย่างถูกต้อง และใช้ ความรู้นี้ในการวางแผนและชี้นำชีวิตตนเอง
        กิจกรรมเพื่อพัฒนาปัญญาด้านรู้ตนเอง เช่น การอ่านวารสาร การนั่งสมาธิ/วิปัสสนา การประเมินตนเอง การบันทึก การคิดทบทวน การคัดลอกข้อความ/คำคม/คำกล่าวเกี่ยวกับตนเอง การเขียนคำประพันธ์ การแปลความ การคิดฉับพลัน การสร้างกรอบ ความคิด การวางเป้าหมาย เป็นต้น
8. ปัญญาด้านรอบรู้ธรรมชาติ   หมายถึง ความสามารถในการสังเกตรูปแบบการเป็นอยู่ของธรรมชาติ สามารถกำหนดและจัดหมวดหมู่ สิ่งต่าง ๆ และเข้าใจระบบที่เป็นธรรมชาติ และระบบที่มนุษย์ทำขึ้น
        กิจกรรมเพื่อพัฒนาปัญญาด้านรอบรู้ธรรมชาติ เช่น การทัศนศึกษา(ไปชมสวนสัตว์ ฟาร์ม และไร่นา) การศึกษาภาคสนาม การดูนก การดูรังนก การปลูกต้นไม้ การถ่ายรูป การเดินชมธรรมชาติ(การเดินป่า) การพยากรณ์อากาศ การดูดาว การตกปลา การสำรวจถ้ำ การแยกประเภทก้อนหิน การศึกษาระบบนิเวศ การจับผีเสื้อ การเก็บเปลือกหอย การศึกษาพืชและต้นไม้ต่าง ๆ เป็นต้น

สมองมีความฉลาด 8 อย่าง (Multiple Intelligence

AQ profile

http://www.peaklearning.com/about_aq-profile_technical-data_study.php


Validity Study

AQ theory would predict that people who are high in AQ would also perceive themselves as healthier, taking fewer prescription medicines, feeling fitter, more energetic, happier, more optimistic, successful, luckier, engaged in more exercise, experiencing less stress, and being more satisfied with their jobs. They would also be expected to take fewer sick days from work, a factor that is of considerable importance to employers.

Method

To test whether employee perceptions of their health were related to AQ, a 29-item questionnaire was designed and included with the AQ survey. The questions covered the subject’s perception of specific personal health factors (digestive system, respiratory system, cardiovascular system, muscular-skeletal system, stress, fitness, energy, diet, and general health), use of prescribed medicines, exercise, perceptions of happiness, optimism, hardship, luck, success in life, and job satisfaction.
Generally there were two questions, with response options on a seven-point scale, measuring each perception. For example, one question read, “In my current job, on most days I feel... (1) completely involved » (7) completely uninvolved.” Another question read, “On most days I find my job... (1) very enjoyable » (7) something I dread.” Although both of these questions measure job satisfaction, they are directed at somewhat different aspects of satisfaction, and could be combined to form a score that is more reliable than one single question would be.
Among the additional data collected were the number of days each employee was absent over the previous year and the number of occurrences of absenteeism. If an employee missed 10 days altogether, for example, and if those days broke down into 3 days at one time, 2 days the next time, and 5 days at another time, we counted this as three occurrences of absenteeism.
back to top

Analyses

  • Correlations between AQ and responses to the 29 health survey questions
  • Correlations between AQ and the number days absent and number of absentee occurrences over the past year
  • Comparisons of the mean number of days absent and mean number of absentee occurrences for employees obtaining high AQ scores versus those obtaining low AQ scores

Results

All 29 of the health study questions correlated significantly with AQ. When paired into the scales mentioned above — digestive system, diet, job satisfaction, etc. — the correlations with AQ ranged from 0.104 for the cardiovascular system to 0.433 for optimism. A single question asking the number of days they participated in vigorous exercise correlated 0.111 with AQ. If there had been one more write-in question similar to the question on exercise, they could have been combined, and the resulting correlation would have been even higher.
AQ scores were correlated significantly both with days absent and number of absentee occurrences. The higher the AQ, the fewer were the number of days absent or the number of occurrences.
Correlation of AQ with days absent = –0.116, p<0.01
Correlation of AQ with number of absentee occurrences = –0.182, p<0.01
When we compared employees who obtained high AQ scores with employees who obtained low AQ scores, we found a very large and statistically significant difference in the average number of days absent for one year and the number of occurrences of absenteeism over that year.
Employees scoring at or above the 75th percentile in AQ consisted of those with AQ scores of 163 or higher. Employees scoring below the 25% percentile in AQ consisted of those with AQ scores of 137 or lower.
On average, members of the high scoring group missed 2.77 days of work over the course of a year, whereas members of the low scoring group missed 6.88 days of work. Furthermore, employees in the low-scoring group had an average of 1.89 absentee occurrences compared with an average of 0.85 occurrences for the high-scoring group. These differences in absentee occurrences between high-scoring and low-scoring employees were highly significant (F=49.16, p=0.000)

AQ

http://stitchestm.blogspot.com/2007/09/adversity-quotient-aq-emerging.html



The information you are about to read is a clip of the introductory concepts and principles of Adversity Quotient (AQ) developed by Dr. Paul Stoltz. Complete information on this subject can be further accessed through his website at www.peaklearning.com.

Definition & Concept

Dr. Paul Stoltz defines Adversity Quotient as “the capacity of the person to deal with the adversities of his life. As such, it is the science of human resilience.”

For many years, researchers have devoted a great deal of their studies to Intelligence Quotient (IQ) and Emotional Quotient (EQ), which are considered to be determinants of success and superior accomplishment. A decade ago (1997), Paul Stoltz introduced a new yet interesting & intriguing concept – Adversity Quotient (AQ), which tells how well one withstands adversity and his ability to triumph over it. In fact, more researches recently have shown that measurement of AQ is a better index in achieving success than IQ, education or even social skills.

By understanding the concept of AQ we can better understand how we and others react to challenge and adversity in all aspects of our lives. In fact, how people respond to adversity is a strong indicator of ability to succeed in many endeavors.

Scientific Backbone of AQ

AQ is rooted in three sciences: psychoneuroimmunology, neurophysiology, and cognitive psychology. They are its building blocks. Hundreds of research studies lend support to the role AQ plays in determining one’s ability to triumph over obstacles.

Psychoneuroimmunology is a field in science that examines the mind-body relationship. In essence, it studies the relationship between what one thinks and feels and what goes on in the body. How do thoughts and feelings affect the body and its overall health?

Bottom Line Your thoughts and emotions determine the strength of your body chemistry down to the cellular level.

Neurophysiology is a field in science that focuses on the brain. It studies how the brain learns and functions. How are habits formed and what must occur to change habits once they are established?
Neurophysiology is a field in science that focuses on the brain. It studies how the brain learns and functions. How are habits formed and what must occur to change habits once they are established?

Bottom Line The brain is ideally equipped to hardwire habits of thought and behavior.

Cognitive Psychology is the most popular aspect of psychology focusing on the relationships between thoughts and feelings associated with one’s mental health. While there are many aspects to cognitive psychology, of particular importance to AQ is the research examining the human need for control or mastery over one’s life.

Bottom Line Learned Helplessness, considered to be the “Landmark Theory of the Century,” explains why many people give up or stop short when faced with life’s challenges.

Measurement Tool

To measure AQ, Stoltz developed an assessment instrument called Adversity Response Profile (ARP).

The Adversity Response Profile is the only scientifically-grounded tool in existence for measuring how effectively one deals with adversity, or one’s AQ. AQ, according to him, is a valid predictor of one’s success, stress-threshold, performance, risk-taking, capacity for change, productivity, perseverance, improvement, energy, and health.

The ARP is a highly valid assessment instrument based on 25 years of research and 1000+ studies at more than 150 universities and organizations worldwide. Unlike IQ, AQ can be improved!

AQ scores fall into 3 broad bands, with an expected normal distribution.

Low (0-59) AQ characteristics:
• Low levels of motivation, energy, performance, and persistence.
• Tendency to ‘catastrophize’ events.

Moderate (95-134) AQ characteristics:
• Under utilization of potential.
• Problems take a significant and unnecessary toll, making climbing difficult.
• A sense of helplessness and despair arises from time to time.

High AQ (166-200) characteristics:
• Able to withstand significant adversity and continue forward and upward progress.
• Maintains appropriate perspective on events and responses to them.

AQ response is comprised of four CORE dimensions. Understanding them is the first step toward improving your response to adversity, expanding your capacity, and, ultimately, increasing your overall AQ.

Now, look at your CORE breakdown and determine which aspects of the AQ you need to improve.

C = Control
To what extent can you influence the situation?
How much control do you perceive you have?
Those with higher AQs perceive they have significantly more control and influence in adverse situations than do those with lower AQs. Even in situations that appear overwhelming or out of their hands, those with higher AQs find some facet of the situation they can influence. Those with lower AQs respond as if they have little or no control and often give up.

O = Ownership
To what extent do you hold yourself responsible for improving this situation?
To what extent are you accountable to play some role in making it better?
Accountability is the backbone of action. Those with higher AQs hold themselves accountable for dealing with situations regardless of their cause. Those with lower AQs deflect accountability and most often feel victimized and helpless.

R = Reach
How far does the fallout of this situation reach into other areas of your work or life?
To what extent does the adversity extend beyond the situation at hand?
Keeping the fallout under control and limiting the reach of adversity is essential for efficient and effective problem solving. Those with higher AQs keep setbacks and challenges in their place, not letting them infest the healthy areas of their work and lives. Those with lower AQs tend to catastrophize, allowing a setback in one area to bleed into other, unrelated areas and become destructive.

E = Endurance
How long will the adversity endure?
Seeing beyond even enormous difficulties is an essential skill for maintaining hope. Those with higher AQs have the uncanny ability to see past the most interminable difficulties and maintain hope and optimism. Those with lower AQs see adversity as dragging on indefinitely, if not permanently.

Note: The average ARP score is 147.5.

Responding to Adversity

At the highest level people fall into two groups:

A. Pessimists
• Consider any adversity to be permanent, all pervading, and deeply personal.
• They believe that any crisis will never end, and that it will destroy everything.
• They also believe it is their fault.

B. Optimists
• See adversity and problems as challenges
• See problems as temporary, limited, and external to themselves.
• Do not internalize issues, and have a ‘This too shall pass’ philosophy.

How to Improve AQ?

Listen to your response to adversity.
Explore all origins and your ownership responses.
Analyze the evidence.
Do something.

Additional Information

At the time (8 September 2007) I was collecting information for this blog, I found the following helpful figures online. I used these data to describe how dynamic the subject matter is today. I searched for "Adversity Quotient" and the results are shown in Table 1 below.


The results suggest that AQ is a relatively new topic with no entries from major online references. The exact definition and scientific basis are almost always redirected or referenced to Dr. Paul G. Stoltz’s website. This is interesting to note since it implies that Stoltz is not only an advocate of AQ but can also be considered the father of AQ and the man who coined the term. The major search engines, on the other hand, provided global search results figure ranging from nearly 7000 to 38000 & 3-16 on the local engine counterpart but, again, mostly linked to www.peaklearning.com, which is Stoltz’s main site.

Google Trend, which is currently used as a tool when searching relatively popular topics, also raveled no record.

Amazon has three (3) books & one (1) audio CD available in its list and are enumerated below, for your reference.

1. Adversity Quotient: Turning Obstacles into Opportunities by Paul G. Stoltz, Ph.D. (Wiley, 1997)
2. Adversity Quotient @ Work: Make Everyday Challenges the Key to Your Success--Putting the Principles of AQ Into Action by Paul G. Stoltz, Ph.D. (Morrow, 2000)
3. Adversity Quotient at Work: Finding Your Hidden Capacity for Getting Things Done by Paul G. Stoltz, Ph.D. (Collins, 2001)
4. The Adversity Advantage: Turning Everyday Struggles Into Everyday Greatness (Audio CD) by Paul G Stoltz & Erik Weihenmayer (Tantor Media, 2007)

All of these knowledgebase indicates that AQ is fundamentally a new and an emerging concept.

เอคิว AQ

http://www.novabizz.com/NovaAce/Learning/Quatient_AQ.htm
ความสามารถในการฝันฝ่าปัญหาอุปสรรค AQ (Adversity Quotient) คือความสามารถในการ ที่อดทนทั้งด้าน ความยาก ลำบาก ทางกาย ความอดกลั้น ทางด้านจิตใจ และ จิตวิญญาณ ที่สามารถเผชิญ และเอาชนะเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เมื่อต้องเผชิญ กับการเปลี่ยนแปลง ที่รวดเร็วและไม่มีความแน่นอน ซึ่งจะเป็นรูปแบบพฤติกรรมการตอบสนองต่อปัญหา อุปสรรคในชีวิต อันเป็นกลไกของสมอง ซึ่งเกิดจาก ใยประสาทต่างๆที่ถูกสร้างขึ้น ฝึกฝนขึ้น ปัญหาที่กล่าวถึงนี้จะเป็นปัญหาเล็กน้อย เป็นปัญหา ปานกลาง หรืออาจจะเป็นปัญหาใหญ่โต ซับซ้อนก็ได้ อาจสรุป ว่า AQ คือ "ความสามารถในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ "ประกอบด้วย 4 ลักษณะ ดังนี้

1. ความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ได้ เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น
2. ความพยายามที่จะควบคุมสถานการณ์และนำตัวเองเข้าไปแก้สถานการณ์
3. วิธีคิดหรือวิธีมองปัญหาที่จะเข้าไปแก้ไขสถานการณ์นั้นว่า มีจุดจบของปัญหา และปัญหา ทุก ๆ ปัญหาต้องมีทางออก ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง
4. ความสามารถที่จะอดทนและทนทานต่อปัญหาต่าง ๆ ได้


A.Q. หรือ adversity quotient เป็นศักยภาพที่บุคคลสามารถเผชิญกับปัญหา และพยายามหาหนทางแก้ไข อย่างไม่หยุดหย่อน ด้วยพลังจิตใจที่จะพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง สตอลต์ (Paul G.Stoltz, Ph.D.) เป็นผู้เสนอแนวความคิด และ แนวทางพัฒนา สามารถเผชิญ กับปัญหา และพยายามหาหนทางแก้ไขอย่างไม่หยุดศักยภาพด้าน เอคิว ( A.Q.)ขึ้น เขาได้แบ่งลักษณะของบุคคล เมื่อเผชิญปัญหาโดยเทียบเคียงกับนักไต่เขาไว้ ๓ แบบคือ
  1. ผู้ยอมหยุดเดินทางเมื่อเผชิญปัญหา ( Quitters ) มีลักษณะ
    • ปฏิเสธความท้าทายอย่างสิ้นเชิง
    • ไม่คำนึงถึงศักยภาพที่ตนมีอยู่ที่จะจัดการกับปัญหาได้
    • พยายามหลบหลีกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทุกวิถีทาง
    • ไม่มีความทะเยอทะยาน ขาดแรงจูงใจ
    • เป็นตัวถ่วงในองค์กร
  2. ผู้หยุดพักพิงเมื่อได้ที่เหมาะ ( Campers ) มีลักษณะ
    • วิ่งไปข้างหน้าบ้างและแล้วก็หยุดลง
    • หาพื้นที่ราบซึ่งจะได้พบกับปัญหาอุปสรรคเพียงเล็กน้อย
    • ถอยห่างจากการเรียนรู้ สิ่งน่าตื่นเต้น การเติบโต และความสำเร็จที่สูงขึ้นไป
    • ทำในระดับเพียงพอที่จะไม่เป็นที่สังเกตได้ ได้แก่พยายามไม่ทำให้โดดเด่นเกินหน้าใคร
  3. ผู้ที่รุกไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง ( climbers ) มีลักษณะ
    • อุทิศตนเองเพื่อมุ่งไปสู่จุดที่ดีขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
    • ไม่เคยรู้สึกพอใจ ณ จุดปัจจุบันเสียทีเดียว
    • สร้างสิ่งใหม่ๆให้ตนเองและองค์กรของตนอย่างต่อเนื่อง
    • สร้างแรงจูงใจให้ตนเอง และสร้างวินัยแก่ตนเอง
    • สนุกกับสิ่งท้าทายใหม่ๆ
สตอลต์ (Stoltz ) เปรียบชีวิตเหมือนการไต่ขึ้นภูเขา ผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้น จะอุทิศตนก้าวต่อไปข้างหน้า ไต่ขึ้นไปยังจุดสูงขึ้น อย่างไม่หยุดหย่อน บางครั้งช้าบ้างเร็วบ้าง เจ็บปวดบ้างก็ยอม ความสำเร็จนั้น หรือก็เป็นเพียงจุดๆหนึ่งของชีวิต ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง จากนั้นก็ก้าวต่อไปตลอดชีวิต แม้ว่าจะมีอุปสรรคเพียงใด พบว่า ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ทำประโยชน์ให้สังคมโลก อย่างไม่ หยุดหย่อน แม้กระทั่งภายหลังลงจาก ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐแล้วก็ตาม และพบว่าผลงานที่มีต่อสังคมโลกของท่าน ในช่วงหลัง จากลงจากตำแหน่ง แล้วยังจะมีมากกว่าเมื่อตอนรับตำแหน่งอยู่เสียอีกเนื่องจากท่านไม่เคยหยุดอยู่กับที่เลย แม้ว่าแนวคิดด้านเอคิว( AQ. ) จะได้รับการพัฒนามาหลังจากไอคิว ( IQ. ) และเอคิว ( EQ. ) แต่ด้วยความสำคัญและประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง องค์กร และสังคม ทำให้บริษัทชั้นนำขนาดใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา นำแนวคิดนี้มาพัฒนาการดำเนินงาน และ หน่วยงานด้าน การจัดการศึกษา แก่เด็กนักเรียนในประเทศสิงคโปร์ ได้นำแนวคิดนี้ไปบรรจุในแผนการสอนในโรงเรียน

ความเข้าใจแนวความคิดด้านเอคิว( A.Q. )ทำให้เข้าใจถึงวิธีที่บุคคลตอบสนองต่ออุปสรรคหรือสิ่งท้าทายตลอดทุกแง่มุมของชีวิต ด้วยวิธีการค้นหาว่า ตนเอง ณ จุด ใดของงานนั้นๆ จากนั้นจึงวัดและพัฒนางานนั้นให้ดีขึ้นตลอด บันไดในการ กำหนดเป้าหมาย และการไปให้ถึงได้แก่
ขั้นที่หนึ่ง คือ การจินตนาการความเป็นไปได้ที่ดีกว่าที่คาดหมายว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ( Dream the Dream )
ขั้นที่สอง คือ แปลงสิ่งที่จินตนาการให้เป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ( Making the Dream the Vision )
ขั้นที่สาม คือ การคงสภาพวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนนั้นจนกว่าจะดำเนินการจนบรรลุเป้าหมาย ( Sustaining the Vision )
อย่าลืมว่าหัวใจของเอคิว( AQ. )คือดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง ไม่ท้อถอย ดังเช่น โธมัส เอดิสัน ใช้เวลาถึง ๒๐ ปี ทำการทดลองผลิตแบตเตอรีต้นแบบ ที่เบาทนทาน ด้วยการทดลอง ห้าหมื่นกว่าครั้ง มีผู้สงสัยว่าเขาอดทนทำเช่นนั้นได้อย่างไร เขาตอบว่า การทดลองทั้งห้าหมื่นครั้งทำให้เขาเรียนรู้ความล้มเหลวตั้งห้าหมื่นกว่าแบบเป็นเหตุให้เขาประสบความสำเร็จดังกล่าวได้
มิได้หมายความว่า คนที่มีเอคิว( AQ. )ดี ซึ่งเปรียบได้กับคนที่พยายามไต่เขาต่อไปไม่หยุดหย่อน จะไม่รู้สึกเหนื่อยอ่อน จะไม่รู้สึก ลังเลใจ ที่จะทำต่อไป จะไม่รู้สึกเหงา แต่เป็นเพราะเขารู้จักที่จะให้กำลังใจตนเองสู้ต่อไป เติมพลังให้ตนเอง ตลอดเวลาที่ทำให้ เขาแตกต่างจากคนอื่นและกัดฟันสู้อยู่ไม่ถอย สิ่งที่เขาต้องการ มิใช่ส่วนแบ่งการตลาด ของสินค้าที่บริษัทเขาผลิตอยู่ มิใช่ต้องการ เงินเดือน ขั้นพิเศษเป็นผลตอบแทน เพราะนั่นเป็นเพียงผลพลอยได้ สิ่งที่เขาต้องการแท้ที่จริงคือ เป้าหมายของงานที่ดีขึ้น อย่างไม่หยุดหย่อน
มาถึงตอนนี้คงจะเห็นได้แล้วว่าเอคิว( AQ. )นั้นมีประโยชน์ต่อสังคมโลกอย่างใด และหากเด็กได้รับการพัฒนา ความคิดดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กและสังคมอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลประเทศสิงคโปร์ถึงให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้อย่างมาก นอกจากนี้
ได้มีการศึกษาถึง อานิสงค์แห่งการคงไว้ซึ่งเอคิว( AQ. )ใน ๓ ลักษณะคือ
๑.ทำให้บุคคลนั้นมีความคล่องตัวอยู่เสมอ ไม่เหี่ยวเฉา การฝึกสมองอยู่ตลอดเวลาทำให้เซลล์สมองพัฒนาการเชื่อมโยงเซลล์ประสาท ตลอดเวลาทำให้มีความคิดความจำที่ดีอยู่ตลอด
๒.เป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ มาติน เซลิกมาน ( Martin Seligman ) ได้ศึกษาตัวแทนประกันชีวิตเป็นเวลา ๕ ปี พบว่าผู้มองโลกในแง่ดี มีผลงานขายประกันสูงกว่า ผู้มองโลกในแง่ร้ายถึง ร้อยละ ๘๘
๓.งานวิจัยด้านระบบจิตประสาทภูมิคุ้มกัน( psycho- neuroimmunology ) พบว่า วิธีการตอบสนองต่ออุปสรรค มีความสัมพันธ์ทางตรงกับ สุขภาพกายและสุขภาพจิต ผู้ที่มีจิตใจต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อความเจ็บป่วยดีขึ้น เช่น ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัด จะพบว่าแผลผ่าตัดฟื้นหายเร็วขึ้น มีอายุที่ยืนยาวกว่า



Read more: http://www.novabizz.com/NovaAce/Learning/Quatient_AQ.htm#ixzz21RtBkXcK

AQ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการเผชิญกับวิกฤติ

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/273533



.
AQ (Adversity Quotient) คือ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการเผชิญกับวิกฤติ
ความฉลาดเมื่อเผชิญปัญหา

AQ เป็นการวัดความสามารถในการจัดการกับปัญหาและวิกฤติ   
ใครที่สามารถจัดการได้ดีจะเป็นผู้นำและเป็นผู้ชนะหรือเป็นเจ้าของกิจการในโลกของปัจจุบันและอนาคต  
ใครที่มี AQ ดีจะสามารถ เปลี่ยน วิกฤติเป็นโอกาส (Dr. Paul G stolt )
ใครที่ไม่สามารถควบคุม AQ ได้  จะเป็นผู้ที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในชีวิต

ความสามารถในการฝันฝ่าปัญหาอุปสรรค AQ (Adversity Quotient) คือ
ความสามารถในการ ที่อดทนทั้งด้าน ความยาก ลำบาก ทางกาย ความอดกลั้น
ทางด้านจิตใจ และ จิตวิญญาณ ที่สามารถเผชิญ และเอาชนะเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
เมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ที่รวดเร็วและไม่มีความแน่นอน

ซึ่งจะเป็นรูปแบบพฤติกรรมการตอบสนองต่อปัญหาอุปสรรคในชีวิต
อันเป็นกลไกของสมอง ซึ่งเกิดจาก ใยประสาทต่างๆที่ถูกสร้างขึ้น ฝึกฝนขึ้น
ปัญหาที่กล่าวถึงนี้จะเป็นปัญหาเล็กน้อย เป็นปัญหา ปานกลาง หรืออาจจะเป็นปัญหาใหญ่โต ซับซ้อนก็ได้
อาจสรุป ว่า AQ คือ “ความสามารถในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ”ประกอบด้วย 4 ลักษณะ ดังนี้

  1. ความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ได้ เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น
  2. ความพยายามที่จะควบคุมสถานการณ์และนำตัวเองเข้าไปแก้สถานการณ์
  3. วิธีคิดหรือวิธีมองปัญหาที่จะเข้าไปแก้ไขสถานการณ์นั้นว่า มีจุดจบของปัญหา และปัญหา ทุก ๆปัญหาต้องมีทางออก ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง
  4.  ความสามารถที่จะอดทนและทนทานต่อปัญหาต่าง ๆ ได้

the AQ theory of Stoltz กล่าวว่า

คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ไม่พ่ายแพ้ต่ออุปสรรค แต่กลับทำประโยชน์ให้เกิดจากอุปสรรคนั้นๆ


เทคนิคการสร้าง AQ
AQ คือ ความสามารถในการแก้ปัญหา / อุปสรรค

เป็น กลไกลของสมอง เกิดจากการได้ฝึกฝนการแก้ปัญหาต่างๆ การทำอะไรด้วยตนเอง การละเล่น ทั้งประสบการณ์ที่ได้ผ่านมาในชีวิต ตั้งแต่เมื่อเยาว์วัย
การฝึกฝน
  • การมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม   การฝึกทำกิจกรรมต่างๆ
  • การสัมผัสกับชีวิตจริง ให้เด็กช่วยตัวเอง   หัดทำงานตามวัย
  • ให้เด็กเผชิญกับอุปสรรคบ้าง
  • เมื่อ เข้าสู่วัยรุ่น เริ่มให้รู้จักช่วยงานพ่อแม่ ช่วยธุรกิจของพ่อแม่ หรือหรือแม้แต่การรับจ้างทำงานในช่วงวัยรุ่นเพื่อฝึกหาประสบการณ์ตามที่ ต่างๆช่วงหยุดปิดเทอม
  •  
    หลักการสร้าง AQ
    มองปัญหาเป็นโอกาส  CORE
    1. CONTROL            ควบคุมเหตุการณ์/สถานการณ์ได้
    2. Ownerships’         ความเป็นเจ้าของปัญหาอยู่ที่ตัวเรา
    3. REACH                คิดว่าปัญหาทุกประเภท มีทางแก้ไข ไม่ใช่จบสิ้นแล้วทุกอย่าง
    4. ENDURANCE        มีความทนทาน อดทน ต่อปัญหาต่างๆ มองโลกในแง่ดีไม่วู่วาม

    สรุปการเพิ่ม AQ
    • มีสติ ตลอดเวลา ใช้สติปัญญาในการแก้ไข
    • คิดว่าทุกอย่างมีทางออก
    • มองโลกในแง่ดี
    • เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

    A.Q. หรือ adversity quotient เป็นศักยภาพที่บุคคลสามารถเผชิญกับปัญหา และพยายามหาหนทางแก้ไข อย่างไม่หยุดหย่อน ด้วยพลังจิตใจที่จะพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง สตอลต์ (Paul G.Stoltz, Ph.D.) เป็นผู้เสนอแนวความคิด และ แนวทางพัฒนา สามารถเผชิญ กับปัญหา และพยายามหาหนทางแก้ไขอย่างไม่หยุดศักยภาพด้าน เอคิว ( A.Q.)ขึ้น เขาได้แบ่งลักษณะของบุคคล เมื่อเผชิญปัญหาโดยเทียบเคียงกับนักไต่เขาไว้ 3 แบบคือ

    1.ผู้ยอมหยุดเดินทางเมื่อเผชิญปัญหา (Quitters) มีลักษณะ
    • ปฏิเสธความท้าทายอย่างสิ้นเชิง
    • ไม่คำนึงถึงศักยภาพที่ตนมีอยู่ที่จะจัดการกับปัญหาได้
    • พยายามหลบหลีกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทุกวิถีทาง
    • ไม่มีความทะเยอทะยาน ขาดแรงจูงใจ
    • เป็นตัวถ่วงในองค์กร

    2.ผู้หยุดพักพิงเมื่อได้ที่เหมาะ (Campers) มีลักษณะ
    • วิ่งไปข้างหน้าบ้างและแล้วก็หยุดลง
    • หาพื้นที่ราบซึ่งจะได้พบกับปัญหาอุปสรรคเพียงเล็กน้อย
    • ถอยห่างจากการเรียนรู้ สิ่งน่าตื่นเต้น การเติบโต และความสำเร็จที่สูงขึ้นไป
    • ทำในระดับเพียงพอที่จะไม่เป็นที่สังเกตได้ ได้แก่พยายามไม่ทำให้โดดเด่นเกินหน้าใคร

    3.ผู้ที่รุกไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง (Climbers) มีลักษณะ
    • อุทิศตนเองเพื่อมุ่งไปสู่จุดที่ดีขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
    • ไม่เคยรู้สึกพอใจ ณ จุดปัจจุบันเสียทีเดียว
    • สร้างสิ่งใหม่ๆให้ตนเองและองค์กรของตนอย่างต่อเนื่อง
    • สร้างแรงจูงใจให้ตนเอง และสร้างวินัยแก่ตนเอง
    • สนุกกับสิ่งท้าทายใหม่ๆ

     
ความเข้าใจแนวความคิดด้านเอคิว( A.Q. )ทำ ให้เข้าใจถึงวิธีที่บุคคลตอบสนองต่ออุปสรรคหรือสิ่งท้าทายตลอดทุกแง่มุม ของชีวิต ด้วยวิธีการค้นหาว่า ตนเอง ณ จุด ใดของงานนั้นๆ จากนั้นจึงวัดและพัฒนางานนั้นให้ดีขึ้นตลอด บันไดในการ กำหนดเป้าหมาย และการไปให้ถึงได้แก่

ขั้นที่หนึ่ง คือ การจินตนาการความเป็นไปได้ที่ดีกว่าที่คาดหมายว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต (Dream the Dream)
ขั้นที่สอง คือ แปลงสิ่งที่จินตนาการให้เป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน (Making the Dream the Vision)
ขั้นที่สาม คือ การคงสภาพวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนนั้นจนกว่าจะดำเนินการจนบรรลุเป้าหมาย (Sustaining the Vision)

อย่าลืมว่าหัวใจของเอคิว( AQ. )คือ ดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง ไม่ท้อถอย ดังเช่น โธมัส อัลวา เอดิสัน ใช้เวลาถึง 20 ปี ทำการทดลองผลิตแบตเตอรี่ต้นแบบ ที่เบาทนทาน ด้วยการทดลอง ห้าหมื่นกว่าครั้ง มีผู้สงสัยว่าเขาอดทนทำเช่นนั้นได้อย่างไร เขาตอบว่า การทดลองทั้งห้าหมื่นครั้งทำให้เขาเรียนรู้ความล้มเหลวตั้งห้าหมื่นกว่าแบบ เป็นเหตุให้เขาประสบความสำเร็จดังกล่าวได้

มิได้หมายความว่า คนที่มีเอคิว( AQ. ) ดี ซึ่งเปรียบได้กับคนที่พยายามไต่เขาต่อไปไม่หยุดหย่อน จะไม่รู้สึกเหนื่อยอ่อน จะไม่รู้สึก ลังเลใจ ที่จะทำต่อไป จะไม่รู้สึกเหงา แต่เป็นเพราะเขารู้จักที่จะให้กำลังใจตนเองสู้ต่อไป เติมพลังให้ตนเอง ตลอดเวลาที่ทำให้ เขาแตกต่างจากคนอื่นและกัดฟันสู้อยู่ไม่ถอย สิ่งที่เขาต้องการ มิใช่ส่วนแบ่งการตลาด ของสินค้าที่บริษัทเขาผลิตอยู่ มิใช่ต้องการ เงินเดือน ขั้นพิเศษเป็นผลตอบแทน เพราะนั่นเป็นเพียงผลพลอยได้ สิ่งที่เขาต้องการแท้ที่จริงคือ เป้าหมายของงานที่ดีขึ้น อย่างไม่หยุดหย่อน

มาถึงตอนนี้คงจะเห็นได้แล้วว่าเอคิว (A.Q.) นั้นมีประโยชน์ต่อสังคมโลกอย่างใด และหากเด็กได้รับการพัฒนา ความคิดดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กและสังคมอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลประเทศสิงคโปร์ถึงให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้อย่างมาก นอกจากนี้


ได้มีการศึกษาถึง อานิสงค์แห่งการคงไว้ซึ่งเอคิว( AQ. )ใน 3 ลักษณะคือ

  1. ทำให้บุคคลนั้นมีความคล่องตัวอยู่เสมอ ไม่เหี่ยวเฉา การฝึกสมองอยู่ตลอดเวลาทำให้เซลล์สมองพัฒนาการเชื่อมโยงเซลล์ประสาท ตลอดเวลาทำให้มีความคิดความจำที่ดีอยู่ตลอด
  2. เป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ มาติน เซลิกมาน ( Martin Seligman ) ได้ศึกษาตัวแทนประกันชีวิตเป็นเวลา 5 ปี พบว่าผู้มองโลกในแง่ดี มีผลงานขายประกันสูงกว่า ผู้มองโลกในแง่ร้ายถึง ร้อยละ 88
  3. งานวิจัยด้านระบบจิตประสาทภูมิคุ้มกัน (Psycho- Neuroimmunology) พบว่า วิธีการตอบสนองต่ออุปสรรค มีความสัมพันธ์ทางตรงกับ สุขภาพกายและสุขภาพจิต ผู้ที่มีจิตใจต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อความเจ็บป่วยดีขึ้น เช่น ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัด จะพบว่าแผลผ่าตัดฟื้นหายเร็วขึ้น มีอายุที่ยืนยาวกว่า

บางท่านว่า AQ ย่อมาจาก Advancement Intelligence Quotient ซึ่งน่าจะแปลว่าความฉลาดทางการรักความก้าวหน้า ซึ่งเป็นแรงสำคัญในการกระตุ้นให้ผู้นั้นทำงานอย่างจริงจังทุ่มเทเพื่อความ ก้าวหน้า AQ จึง เปรียบได้กับแบตเตอรี่รถยนต์ ในรถยนต์ราคาแพงถ้าแบตเตอรี่ดีก็มีประโยชน์สารพัดอย่าง แต่หากแบตเตอรี่อ่อนมาก รถราคาแพงนั้นก็เกือบเป็นรถยนต์ที่ไร้ค่า AQ จึงเปรียบได้กับพลังหรือกำลังใจในการต่อสู้อุปสรรคของตนนั่นเอง มีผู้แบ่งคนออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ (Sammapan, 2006)

กลุ่ม E (AQ=Zero) คือ กลุ่มที่ไม่รู้จักขวนขวายหรือทำอะไรด้วยตัวเอง เป็นพวกที่ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นเป็นนิจ
กลุ่ม D (AQ=Very Low) พวกที่มีความรู้ เข้าใจชีวิต แต่ไม่อยากต่อสู้
กลุ่ม C (AQ=Low) พวกที่พอเริ่มต่อสู้ชีวิตก็ยอมแพ้เสียแล้ว พวกนี้มีความกระตือรือร้นที่จะต่อสู้ มีการวางแผนแต่พอประสบปัญหาก็จะหยุดทันที
กลุ่ม B (AQ=Medium) พวกที่ยินดีต่อสู้ชีวิต แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ตนพึงพอใจก็จะหยุด คนกลุ่มนี้จะเป็นลูกจ้างที่ดี
กลุ่ม A (AQ=High) พวกที่ชอบต่อสู้กับอุปสรรค สามารถแก้ปัญหา ขจัดสิ่งกีดขวาง เอาชนะอุปสรรค และสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้


ควรเริ่มจากมองปัญหาให้เป็นโอกาสก่อน คุณสามารถทำได้

          -ควบคุมทุกสถานการณ์ให้ได้ ด้วยทัศนคติที่ว่า ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้
          -มีความอดทนต่อปัญหาต่างๆ ด้วยทัศนคติที่ว่า คุณจะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
          -มองโลกในแง่ดี ไม่วู่วาม มีสติในการแก้ปัญหา คนที่มี AQ ดี จะเป็นคนที่มีใจสู้ มีความมานะพยายาม อดทน ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เรียกว่าเป็นพวก "กัดไม่ปล่อย" ก็น่าจะได้ จึงมักจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำอยู่เสมอ ถ้าแบ่งคนเป็น 3 กลุ่ม โดยเปรียบเทียบกับนักไต่เขา ซึ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างยิ่งยวดกว่าจะถึงยอดเขา

          -กลุ่มแรก คือประเภทถอดใจตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม แค่เพียงเห็นความสูงของภูเขา และระยะทางอันยาวไกล ก็พาลล้มเลิกความคิดที่จะปีนเสียแล้ว
          -กลุ่ม ที่สอง ประเภทเอาสนุกเข้าว่า ตราบใดที่ยังรู้สึกสนุกอยู่ก็ยังไปต่อได้เรื่อยๆ แต่พอลำบากหนักๆ เข้า ทำให้หมดสนุก ก็จะเลิกล้มความตั้งใจเสียดื้อๆ
          -กลุ่ม สุดท้าย คือ นักไต่เขาตัวจริง ที่สู้ไม่ถอย จะลำบากตรากตรำแค่ไหนก็ไม่หวั่น ยินดีที่จะทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และสติปัญญาเพื่อไปให้ถึงยอดเขาให้ได้ ที่แหละ คือ พวกที่มี AQ สูงจริงๆ



          คงไม่ต้องบอกว่า  AQ  มีความสำคัญในการทำงานมากแค่ไหน หากองค์กร หรือใครจะพัฒนา AQ ในที่ทำงานให้สูงก็มีหลักง่ายๆ ด้วยการ

          -กำหนดเป้าหมายในการทำงานให้ชัดเจน ชี้ให้เห็นชัดว่าภูเขาลูกไหนกันแน่ที่เราจะต้องปีนให้ถึงยอด
          -สร้าง แรงจูงใจ กำหนดรางวัลที่จูงใจให้พนักงานทำงานให้บรรลุเป้าหมาย และควรเป็นรางวัลสำหรับการทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น
          -มอบอำนาจให้ทีมงาน ให้ทำงานได้อย่างคล่องตัวที่สุด  และควรสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ งบประมาณและสิ่งอำนวยความสะดวกให้ตามสมควร
-สร้าง บรรยากาศที่ดีในการทำงาน เช่น ใช้อารมณ์ขันเพื่อลดความเครียด เอาใจใส่ในทุกข์สุขจากหัวหน้าจะเป็นกำลังใจอย่างมหาศาลแก่ลูกน้องด้วย
          -พัฒนา ความรู้ความสามารถของพนักงานอยู่เสมอ ไม่ให้เกิดความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง และความรู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ ไม่สามารถเอาชนะปัญหาและอุปสรรคได้
          -เมื่อ เกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมา ควรหลีกเลี่ยงการกล่าวหาหรือซ้ำเติมกันเอง แต่ต้องร่วมมือกันหาทางแก้ไขโดยเร่งด่วน ในขณะเดียวกันหากใครทำดี ควรช่วยกันชื่นชมยกย่องเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีกับทีม
          -เฉลิม ฉลองเมื่อทำงานเสร็จ เพื่อสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจแก่ทีมงาน ทำให้เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ส่งผลถึงการทำงานครั้งต่อไปให้ดียิ่งขึ้น

ก็จบลงไปแล้วสำหรับ AQ ที่เอามาแบ่งปันไว้ ในพื้นที่เรียนรู้แห่งนี้นะครับ
ได้แต่หวังว่าจะเป็นประโยชน์ สำหรับคนที่กำลังเผชิญปัญหาอยู่นะครับ

ตัวผมเอง ตอนแรกก็มีปัญหาเหมือนกันครับ
ระหว่างที่กำลังเครียดๆ แต่ต้องจัดการตัวเอง ผมก็เตรียมข้อมูลเรื่อง AQ ไปด้วย
อ่านไปอ่านมา รู้สึกว่าปัญหามันเล็กลงเรื่อยๆ ไปซะอย่างงั้นเลย

IQ EQ MQ and AQ

Qhttp://www.novabizz.com/NovaAce/Quotients.htm


องค์ประกอบด้าน IQ EQ MQ และ AQ ที่มีผลต่อบุคลิกภาพ
องค์ประกอบด้านสติปัญญา (IQ)
องค์ประกอบด้านความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)
องค์ประกอบด้านความฉลาดทางจริยธรรม (MQ)
องค์ประกอบด้านความสามารถในการฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรค (AQ)
องค์ประกอบด้านสติปัญญา IQ (Intelligent Quotient)
เมื่อกล่าวถึง IQ มักจะหมายถึง ความฉลาดทางสติปัญญา ที่เป็นความคิดดั้งเดิมตั้งแต่ประมาณทศวรรษ 1950 ซึ่งเป็นความฉลาด ที่วัดด้วย แบบทดสอบ แนวคิดเรื่อง IQ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ เชาว์ไวไหวพริบ และความสามารถในการแก้ไขปัญหาด้านตรรกะ ตัวเลข ความจำ ความสามารถทางภาษา ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ ซึ่งมีการวิพากวิจารณ์ถึงข้อจำกัดกันมาก
ปัจจุบันพบว่าความฉลาดของคนไม่ได้แสดงออกมาเพียงแค่นั้น แต่เป็นความฉลาดที่หลากหลายที่เรียกว่า Multiple Intelligence หรือพหุปัญญา ซึ่งนักจิตวิทยาชาวอเมริการชื่อ Howard Guardner กล่าวว่าคนเราทุกคนมีความสามารถทางสมองหลายด้านด้วยกัน โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ทุกคนจะมีความฉลาด 8 ด้านซึ่งประกอบด้วยด้านต่าง ๆ ดังนี้ (Guardner,1983)
1. ความฉลาดด้านภาษา (Linguistic intelligence) คือความสามารถด้านภาษา การพูดจาโน้มน้าวผู้อื่น ความสามารถด้านการเขียน ความสามารถด้านบทกวี มีความสามารถในการจำวันเดือนปี และคิดประดิษฐ์คำ
2. ความฉลาดด้านการคำนวณ (Logical – Mathematical Intelligence) คือความสามารถในการใช้เหตุผล การคำนวณ ความสามารถด้านจำนวนตัวเลข ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา ความสามารถในการวิเคราะห์คิดเป็นระบบ
3. ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) คือความสามารถในการสร้างภาพในสมอง ความสามารถในการสร้าง จินตนาการสร้างภาพต่าง ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนตัวอย่างเช่นสถาปนิกสร้างภาพตึก หรือเมืองขึ้นจากภาพจินตนาการ ความสามารถในการอ่านภาพแผนที่ แผนภูมิ ความสามารถในด้านจินตนาการ สร้างสรรค์
4. ความฉลาดด้านกายภาพหรือร่างกาย (Bodily – kinesthetic Intelligence) คือความสามารถในการใช้สรีระ ร่างกาย ความสามารถในการเล่นกีฬาที่ใช้สรีระร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว ความสามารถในการเต้นรำ การแสดง และรวมถึงความสามารถใน ด้านหัตถกรรม และการใช้เครื่องมือต่าง ๆ การเคลื่อนไหว การสัมผัส และใช้ภาษาท่าทาง
5. ความฉลาดด้านดนตรี (Musical Intelligence) คือความสามารถในด้านคนตรี ความสามารถด้านการร้องเพลง จับระดับเสียงที่มี ความแตกต่างได้ดี สามารถจำทำนอง จังหวะเพลง เสียงดนตรีได้ดี มีความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรี
6. ความฉลาดด้านทักษะสังคม (Interpersonal Intelligence) คือ ความสามารถในด้านการเข้าสังคม การเป็นมิตรกับคนอื่นได้ง่าย ความสามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นความสามารถในการสื่อสารการจัดการและความเป็นผู้นำ ชอบพูดคุยกับผู้อื่นมีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถบริหารความขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7. ความฉลาดด้านบุคคล (Intrapersonal Intelligence) คือความสามารถของบุคคลในการเข้าใจตนเอง มีความมั่นใจในตนเอง เข้าใจถึงศักยภาพของตนเอง สามารถตั้งเป้าหมายในชีวิตได้อย่างเหมาะสม ชอบการทำงานคนเดียว ใช้เวลาในการคิดใคร่ครวญ และทำตามความสนใจของตนเอง
8. ความฉลาดด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) คือความสามารถในการมองเห็นความงาม ความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งในธรรมชาติ รักธรรมชาติ
องค์ประกอบด้านความฉลาดทางอารมณ์ หรือ เชาวน์อารมณ์ (Emotional Intelligence ,Emotional Quotient :EQ)
ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ เชาวน์อารมณ์ คือการตระหนักรู้จักตนเองว่า ตนเองเป็นใคร มาจากไหน ต้องการอะไรในชีวิต มีความสามารถในการจัดการควบคุมอารมณ์ตนเอง มีวินัย บังคับใจตนเองได้ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น รู้จักผิดชอบชั่วดี และมีความสามารถในการจัดการอารมณ์ของคนอื่น มีอารมณ์ร่วมกับผู้อื่น คนที่มี EQ สูงแสดงออกโดยเป็น ผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนอื่นได้ รู้จักการทำงานเป็นทีม สามารถสร้างสัมพันธภาพกับคนอื่นและรักษาให้ยืนยาวได้ รู้จักเห็นอกเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้เป็นอย่างดี เมื่อเกิดปัญหาในชีวิตก็สามารถจัดการกับปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ไม่จมอยู่กับ ความเศร้า นานเกินไป ไม่ท้อแท้ง่าย สามารถหาทางออกของปัญหาให้กับตนเองได้ด้วยดี โดยไม่ทำร้ายตัวเอง หรือผู้อื่น รวมทั้งเป็น ผู้ที่มีความสามารถในการปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี (นพ. สุรพงษ์ อำพันวงษ์,22 พ.ย.2541)
การศึกษาวิจัยในต่างประเทศยืนยันว่า EQ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จ บังเกิดความราบรื่นทั้งในชีวิตส่วนตัว และการทำงาน (Goleman,1995,1998,Sternberg,1997) โดยที่ EQ นั้นเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ ฝึกฝนให้มีขึ้นในตนเองได้ EQ เริ่มพัฒนาในวัยเด็กเหมือน IQ ดั้งนั้นการสร้างเสริมให้บุคคลมี EQ เพื่อพัฒนาการสมวัยจึงเป็น อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ที่ควรทำขึ้น ในทุกๆสังคม EQ เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจศึกษาวิจัยในต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยมีการทำวิจัยในกลุ่ม นักศึกษา ผู้ปฏิบัติงาน และผู้นำใน องค์การต่างๆ ดังเช่น ที่มหาวิทยาลัย California at Berkeley มีการศึกษาระยะยาวเริ่มตั้งแต่ปี 1950 โดยเก็บข้อมูล ของนักศึกษา ปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์จำนวน 80คน โดยมีการวัด IQ ทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ และมีการสัมภาษณ์จาก นักจิตวิทยา เพื่อประเมิน ความสมดุลทางอารมณ์ วุฒิภาวะ การมีบูรณาการ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มีการติดตามผล 40 ปีผ่านมา เมื่อบุคคลเหล่านี้ อายุประมาณ 70 โดยสรุปผลการวิจัยเมื่อปี1994 พบว่า EQ มีความสำคัญมากกว่า IQ ประมาณ 4 เท่า ในการกำหนดความสำเร็จ ในอาชีพ ความมีชื่อเสียงและสถานภาพเป็นที่ยอมรับแก่สังคมของบุคคลเหล่านี้ (Goleman, 1998a: Goleman,1998b:)
ส่วนที่มหาวิทยาลัย Harvard ผู้ที่สนใจเรื่องของ EQ ตั้งแต่ปี 1973 คือ McCleland ได้เขียนบทความวิพากษ์การวัดเชาวน์ปัญญาหรือ IQ ไว้ว่า เกรดเฉลี่ยและเชาวน์ปัญญาไม่ได้เป็นตัว บ่งชี้ความสำเร็จของชีวิต ควรหันมาสนใจวัดสมรรถนะ (Competencies) ซึ่งสามารถทำนายพฤติกรรม และความสำเร็จได้มากกว่า นอกจากนี้ เขายังได้ศึกษากลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จโดดเด่น (ซึ่งเขาเรียกว่า Stars) พบว่าคนกลุ่มนี้มีความสามารถเข้าใจอารมณ์ รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นได้ดีกว่ากลุ่มคนทั่วไป
การศึกษาวิจัยในกลุ่มผู้นำและผู้ปฏิบัติงานในองค์การต่างๆ นั้น Goleman (1998) ศึกษาจากบริษัท กว่า 200 บริษัทในอเมริกาพบว่า EQ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้นำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสูงของบริษัท ผลการวิจัยชี้ชัดว่า 67% ของความสามารถที่บุคคล ใช้ เพื่อความสำเร็จในงาน เป็นเรื่องของ EQ (เช่นความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น ความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในองค์กรได้ เป็นต้น) ในขณะที่อีก33% ที่เหลือเป็นเรื่องของความสามารถทางสติปัญญา (Cognitive Abilities) และความรู้ความชำนาญในงาน (Technical Skills) ซึ่งผลดังกล่าวสอดคล้องกับการวิจัยของ Buchele,R & Goleman ,1998 ที่พบว่าในองค์การนั้น ยิ่งงานมีตำแหน่งสูงขึ้นเท่าไร ความรู้ความชำนาญในงาน (Technical Skills) และความสามารถทางสติปัญญา (Cognitive Skills) จะลดความสำคัญลง EQ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น
การวิจัยข้ามวัฒนธรรมในอเมริกา เยอรมันนี ญี่ปุ่น และลาตินอเมริกา ในด้านผู้นำขององค์การที่ประสบความสำเร็จ และล้มเหลว พบข้อมูลที่สอดคล้องกันว่าผู้นำที่ประสบความล้มเหลวนั้นล้วนแล้วแต่ขาด EQ ทั้งสิ้น ทั้งที่ผู้นำเหล่านี้ล้วนมีความชำนาญการสูง และมี IQ สูงทั้งสิ้น(Goleman,1998:41-42)
ในสังคมไทย EQ ยังเป็นเรื่องใหม่ที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ เพื่อที่จะนำมาประยุกต์ใช้และหาคำตอบให้กับปัญหา ปรากฏการณ์ที่ เกิดขึ้น ดังกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตามแม้จะมีผู้ให้ความสนใจมาก โดยสังเกตจาก การเสนอบทความแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ EQ การเสนอทัศนะที่แตกต่างระหว่าง IQ และ EQ เริ่มมีการจัดอบรมของโรงพยาบาล นักวิชาการเพื่อให้ความรู้เรื่อง EQ ให้กับ ผู้ปกครองต่างๆ



Read more: http://www.novabizz.com/NovaAce/Quotients.htm#ixzz21RancHqe

6 Q ความฉลาดที่อยากให้ลูกมี




ครั้งหนึ่งสังคมเราเคยเชื่อมั่นกับ IQ มากเสียจนหยิบมาเป็นมาตรวัดความสามารถของเด็กๆ และเน้นย้ำให้ความสำคัญกับเรื่องการเรียนวิชาการ จนแทบจะลืมพัฒนาการด้านอื่นๆ ของเด็กควบคู่ไปด้วย กระทั่งความเชื่อเรื่อง IQ ถูกสั่นคลอน ด้วยแนวคิด EQ…
เพราะมีการศึกษาชี้ชัดว่า IQ อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้คนคนหนึ่ง ประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิตได้ แต่ต้องอาศัยทักษะและความสามารถด้านอื่นๆ อีกมากมาย นอกเหนือจากการเป็นคนจดจำเก่ง บวกเลขคล่อง สอบได้คะแนนสูงๆ เท่านั้น
มาวันนี้ได้มีการเผยแพร่ความรู้เรื่องความฉลาดในแง่มุมต่างๆ ตามออกมาอีกมากมายทั้ง MQ AQ CQ PQ และอีกหลายต่อหลาย Q ให้พ่อแม่ได้ศึกษาทำความเข้าใจ ซึ่งก็มีนิยามตรงกันบ้าง ต่างกันบ้าง จนบางครั้งทำเอาพ่อแม่หลายคนออกอาการงงๆ ทั้งไม่รู้จะจับจุดเริ่มต้นที่ตรงไหน ไม่รู้ว่าอันไหนดี อันไหนจำเป็นกับลูก หรือลูกเรามี Q นั้นๆ กับเขาหรือยัง จะสร้าง Q เหล่านั้นให้เกิดกับลูกได้ยังไง ฯลฯ
น.พ.กมล แสงทองศรีกมล กุมารแพทย์และจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นกล่าวว่า ความรู้เรื่องความฉลาดด้านต่างๆ ที่มีออกมานั้นว่ากันจริงๆ แล้วก็คือแนวคิดในเรื่องการเลี้ยงดูลูก แม้จะถูกใช้ไปในเชิงธุรกิจบ้าง แต่ถ้าเรารู้จักหยิบจับเอาส่วนดีมาใช้ในการเลี้ยงลูก ประโยชน์ก็จะเกิดกับลูกที่คุณรัก ซึ่งถ้าพยายามทำความเข้าใจกับรายละเอียดของแนวคิดเรื่องความฉลาดเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่จะพบว่าการที่เราจะเลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นมาอย่างคนที่ฉลาดครบรอบด้านนั้น สามารถทำได้โดยผ่านกิจกรรมที่ดูเหมือนเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันค่ะ
6Q ที่ควรรู้
  • IQ : Intelligence Quotient
  • EQ : Emotional Quotient
  • ความฉลาดทางสติปัญญา เป็นความสามารถในการคิด วิเคราะห์ การคำนวณ การใช้เหตุผล การเชื่อมโยง ปัจจัยที่มีผลต่อ IQ ส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้คือพันธุกรรม ส่วนที่สามารถควบคุมได้ คือภาวะโภชนาการ สภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสม จะเห็นว่าเราควบคุม IQ ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ต่างจาก Q อื่นๆ ซึ่งควบคุมได้ง่ายกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูโดยตรง
    ปัจจุบันนักวิจัยยืนยันว่า IQ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จในชีวิต เช่น การทำงาน การเรียนแค่ 20% เท่านั้น
    ความฉลาดทางอารมณ์ เป็นความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ตนเองและผู้อื่น สามารถควบคุมอารมณ์และยับยั้งชั่งใจตนเองและแสดงออกอย่างเหมาะสม รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักรอคอย รู้จักกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย มีจิตใจร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสังคม สถานการณ์รอบข้างได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ กระตือรือร้น มีแรงจูงใจ อยากประสบความสำเร็จ เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง
    รายงานการศึกษาหลายชิ้นสรุปตรงกันว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและอาชีพการงาน ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไปล้วนแต่มี EQ ดีทั้งสิ้น และสิ่งที่น่าดีใจก็คือ EQ สามารถปรับเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้คนจึงหันมาให้ความสำคัญกับ EQ กันมาก ว่ากันจริงๆ แล้ว EQ ค่อนข้างกว้างมาก น่าจะเป็นหัวข้อใหญ่ที่ครอบคลุม Q ต่างๆ ได้ทั้งหมด และพ่อแม่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะลงรายละเอียดในประเด็นต่างๆ มากน้อยแค่ไหน เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่พอพูดถึง EQ ก็มักจะมุ่งไปที่การเป็นเด็กอารมณ์ดีซะมาก จนอาจมองข้ามรายละเอียดบางข้อที่มีประโยชน์กับเด็ก เช่น การปลูกฝังกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย เด็กจะสามารถควบคุมตัวเองได้ต่อเมื่อพ่อแม่ฝึกระเบียบวินัยให้ รู้จักควบคุมลูก พูดง่ายๆ คือไม่ตามใจในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งพบความสัมพันธ์ว่า เด็กที่พ่อแม่สอนเรื่องระเบียบวินัยดีๆ มักจะเป็นเด็กซึ่งมี EQ ดีตามมา

  • CQ : Creativity Quotient
  • ความฉลาดในการริเริ่มสร้างสรรค์ มีความคิด จินตนาการหรือแนวคิดใหม่ๆ ในรูปแบบต่างๆ เช่น การเล่น งานศิลปะ การประดิษฐ์สิ่งของ CQ จะสัมพันธ์กับเรื่องการเล่น ถ้าเด็กได้เล่นอย่างอิสระตามความชอบและเหมาะกับวัย เด็กก็จะมีความคิดสร้างสรรค์
    การปลูกฝังเรื่องนี้จึงอยู่ที่พ่อแม่มีเวลาเล่นและทำกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการกับลูก เช่น การเล่นศิลปะ การหยิบจับของใกล้ตัวมาเป็นของเล่น การเล่านิทาน เป็นต้น

  • MQ : Moral Quotient
  • ความฉลาดทางศีลธรรม จริยธรรม คือมีความประพฤติดี รู้จักผิดชอบ มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ มีจริยธรรม เป็นแนวคิดที่มุ่งตอบคำถามว่าการที่เรามีคนที่ IQ ดี EQ สูง แต่ถ้ามีระดับคุณธรรมจริยธรรมต่ำก็อาจใช้ความฉลาดไปในทางที่ไม่ถูกต้องก็เป็นได้ MQ จึงเน้นเรื่องการปลูกฝังความดีงามให้กับเด็ก ซึ่งตรงกับหลักศาสนาหลายศาสนาที่สอนให้คนเป็นคนดี เด็กที่มี MQ ดีมักเป็นเด็กเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและเมื่อโตขึ้นจะเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย การที่เด็กจะมี MQ เกิดขึ้นได้นั้นต้องเริ่มต้นจากการที่เด็กรู้จักถูกผิด สิ่งไหนควรทำไม่ควรทำ ซึ่งจะใช้วิธีการบอกด้วยคำพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องแสดงให้เด็กเห็นอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการสอนด้วยจึงจะได้ผล

  • PQ : Play Quotient
  • ความฉลาดที่เกิดจากการเล่น เกิดจากความเชื่อที่ว่าการเล่นพัฒนาความสามารถของเด็กได้หลายด้าน ทั้งพัฒนาการด้านร่างกาย ความเฉลียวฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์และสังคม PQ จึงเน้น ให้พ่อแม่เล่นกับลูก ถึงกับมีคำพูดที่ว่าพ่อแม่เป็นอุปกรณ์การเล่นที่ดีที่สุดของลูก
    การที่พ่อแม่ให้ลูกขี่คอ เล่นจ๊ะเอ๋ เล่นซ่อนหา เล่านิทาน สามารถสร้างเสริมพัฒนาลูกได้ดีกว่าของเล่นพัฒนาการแพงๆ เพราะนอกจากพัฒนาการด้านร่างกายและสติปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว ลูกยังได้รับความรู้สึกอบอุ่น มีความสุขไปพร้อมกับคำสอน หลักคิดต่างๆ ที่สอดแทรกระหว่างที่เล่นด้วย

  • AQ : Adversity Quotient
  • ความฉลาดในการแก้ไขปัญหา คือมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวในการเผชิญปัญหาได้ดี และพยายามหาหนทางแก้ไขปัญหา เอาชนะอุปสรรคความยากลำบากด้วยตัวเอง ไม่ย่อท้อง่ายๆ
    จริงๆ แล้วความฉลาดในด้านนี้เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เป็นเด็ก เพราะเด็กจะเรียนรู้วิธีการมองและจัดการปัญหาจากผู้ใหญ่รอบข้าง ว่าปัญหานั้นเป็นปัญหาที่ต้องยอมจำนน เป็นโอกาสหรือเป็นเรื่องน่าท้าทาย แต่ก็อยู่ที่พ่อแม่ด้วยว่าจะเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกเผชิญกับการแก้ปัญหาด้วยตัวเองหรือไม่

    สร้าง Q รอบด้านด้วยสองมือพ่อแม่
    จากรายละเอียดของความฉลาดด้านต่างๆ ที่เสนอไปข้างต้นนี้คงพอจะเห็นนะคะว่า เราสามารถพัฒนา Q ต่างๆ ให้กับลูกได้โดยผ่านการอบรมเลี้ยงดู สำหรับลูกวัยเล็กๆ มีอยู่ 2 เรื่องหลัก ที่คุณหมออยากสนับสนุนให้คุณพ่อคุณแม่เริ่มฝึกให้กับลูก นั่นคือการฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง และการให้ลูกได้เรียนรู้กฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย เพราะเพียงคุณพ่อคุณแม่เริ่มต้น 2 สิ่งนี้กับลูกสำเร็จ Q ต่างๆ ที่พ่อแม่ทุกคนปรารถนาอยากจะให้ลูกมี ก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากค่ะ
    การฝึกการช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวัน เช่น กลัดกระดุม ผูกเชือกรองเท้า กินข้าวเอง ใส่เสื้อผ้าเอง ให้เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัยของลูก โดยพ่อแม่ทำเป็นตัวอย่าง ให้คำแนะนำช่วยเหลือเมื่อจำเป็นพร้อมกับชมเชยเมื่อลูกทำสำเร็จ ที่สำคัญต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เด็กที่ผ่านการฝึกอย่างสม่ำเสมอจะมีทักษะในกิจวัตรนั้นๆ และจะทำอย่างเป็นอัตโนมัติจนเกิดเป็นระเบียบวินัยขึ้นในตัวเอง และติดตัวเขาไปจนโต ซึ่งสิ่งเหล่านี้นอกจากจะช่วยพัฒนาการทำงานประสานของกล้ามเนื้อมือและตาแล้ว ยังได้ฝึกทักษะการแก้ไขปัญหาขากงานเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของเขาเอง
    ระหว่างการฝึกเด็กจะได้เรียนรู้การใช้ความพยายาม ได้ทดลองวิธีใหม่ๆ เรียนรู้ที่จะควบคุมตนเอง เพราะบางเวลาก็คงไม่อยากทำ แต่ถูกสอนมาแล้วว่าการช่วยเหลือตัวเอง เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องทำเมื่อต้องออกไปเผชิญกับสถานการณ์ข้างนอก เช่น เมื่อต้องเข้าโรงเรียนก็สามารถปรับตัวได้ง่าย พร้อมกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากกว่าเด็กที่ไม่เคยถูกฝึกมาเลย ซึ่งจะทำให้เป็นที่ชื่นชมในสายตาผู้ใหญ่ เกิดเป็นความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นแรงส่งให้พร้อมเรียนรู้สิ่งท้าทายและซับซ้อนขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าเป็นวงจรพัฒนาการที่มีแต่เรื่องดีๆ เกิดกับตัวเด็กค่ะ
    ถ้าเพียงแต่คุณมีเวลาดูแลใกล้ชิดกับลูก...
    คุณจะได้พูดคุยกับลูกบ่อยๆ เพื่อพัฒนาภาษาลูก ให้ลูกได้ฝึกแสดงความรู้สึก และเพื่อที่คุณจะได้สอดแทรกคำสอน หลักคิดต่างๆ
    คุณจะได้ให้แบบอย่างที่ดีแก่ลูก ทั้งแบบอย่างในการแสดงอารมณ์ คำพูด การจัดการปัญหา การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ วิธีปฏิบัติสัมพันธ์กับผู้อื่น และอีกมากมาย
    คุณจะได้เป็นคนที่บอกลูกว่าสิ่งที่ทำหรือสิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นสิ่งถูกหรือผิด ควรทำหรือไม่
    คุณจะได้กอด สัมผัส ได้รับรู้รับฟังสิ่งที่ลูกคิด ต้องการ เพื่อให้เขาเกิดความรู้สึกมั่นคงอบอุ่นทางใจ อันจะนำไปสู่การเห็นคุณค่าในตัวเองและมีความเชื่อมั่น
    คุณจะได้มีโอกาสชื่นชมเมื่อลูกทำสิ่งดีๆ จนเกิดเป็นความมั่นใจ ภาคภูมิใจในตัวเองของลูก
    คุณจะได้มีโอกาสเล่น ร้องเพลง เล่านิทานกับลูก ได้ชักชวนให้ลูกได้เล่นได้ลองทำอะไรใหม่ๆ และได้ให้กำลังใจ ช่วยเหลือเวลาที่เห็นลูกยอมแพ้หรือพยายามเรียนรู้
    แม้เวลาจะเป็นสิ่งหายากเหลือเกินสำหรับพ่อแม่ยุคนี้ แต่ขอให้คุณพยายามจัดเวลาให้ได้มาก และใช้มันอย่างคุ้มค่าที่สุด Q ต่างๆ ที่คุณปรารถนาให้ลูกมีก็ไม่ใช่เรื่องยาก เป็นกำลังใจและเอาใจช่วยทุกครอบครัวเหมือนเดิมค่ะ
    ทดสอบ Q จำเป็นแค่ไหน
    สิ่งที่มาพร้อมกับ Q เหล่านี้และดูเหมือนจะได้รับความสนใจจากพ่อแม่เอามากๆ ก็คือแบบทดสอบเพื่อวัดหรือหาว่าเด็กมี Q เหล่านี้หรือไม่ หรือมีความฉลาดในด้านนั้นๆ อยู่ในระดับใด ในความเห็นของคุณหมอแล้วหลักของ Q ต่างๆ เหล่านี้คือการให้หันมาใส่ใจกับการเลี้ยงลูก
    ส่วนแบบทดสอบที่วัดว่าลูกเรามีลักษณะสอดคล้องกับ Q นั้นๆ หรือไม่ก็เหมือนกับผลปลายทางที่แสดงออกมา ซึ่งการวัดอาจให้ผลที่แน่นอนหรือไม่ก็ได้ เพราะส่วนหนึ่งพ่อแม่ที่ทำแบบทดสอบอาจทำด้วยความเห็นที่โน้มเอียงไปทางลูก ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่คุณหมออยากให้พ่อแม่ใส่ใจมากกว่าคือเหตุที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านั้น นั่นคือจะทำอย่างไรจึงจะเกิดผลปลายทางที่ดีๆ เหล่านั้นกับลูก
    นอกจากนี้ในบรรดาแบบทดสอบที่เกี่ยวกับ Q ทั้งหลายมีแบบทดสอบ IQ เท่านั้นที่มีมาตรฐาน ให้ผลค่อนข้างแน่นอนและใช้กันแพร่หลายทั่วโลก แต่จะใช้วัดเมื่อมีข้อบ่งชี้ว่าเด็กมีความบกพร่องทางสติปัญญา เช่น เด็กที่มีปัญหาการเรียน สมาธิสั้น เด็ก LD เป็นต้น
    ส่วน Q อื่นๆ ไม่มีแบบทดสอบมาตรฐานแน่นอนและไม่นิยมใช้กัน ในทางคลินิกจะมีก็แต่ EQ ที่มีการพัฒนาออกมาบ้างแล้ว โดยกรมสุขภาพจิต แต่ก็ใช้เป็นเพียงการประเมินโดยสังเขปเพื่อให้เห็นความบกพร่องของความสามารถด้านอารมณ์ ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเท่านั้นค่ะ

    (update 23 กันยายน 2005)
    [ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 264 มกราคม 2548 ]